Register | Sign In
เกี่ยวกับเรา | Mobile version | ePaper edition
ติดต่อโฆษณา | ส่งข่าว/ประชาสัมพันธ์ | ติดต่อสำนักข่าว
  1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15 
รวมช่องทีวีมุสลิม บรรจง yateem tv
white channel tmtv มุสลิม
ดูทีวีออนไลน์ ดูทีวีออนไลน์ช่อง3 ดูทีวีช่อง7
ดูทีวีช่อง9 ดูทีวีช่อง5
             
เลือกเวลาละหมาด
จังหวัด

หน้าแรก  | ข่าววันนี้  | ประเด็นดัง  | กรรมการกลาง  | มุสลิมไทย  | เว็บบอร์ด  | โลกอาหรับ  | มุสลิมโลก  | ผู้หญิง  | สุขภาพ  | ฮาลาล  | แฟชั่นมุสลิม  | ชื่ออาหรับ  | เวลาละหมาด  | คลิบวิดีโอ

  คอลัมนิสต์

ประเทศไทยในเวทีโลก

พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน

 

สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์: ประเทศไทยในเวทีโลก 

keywords: คอลัมนิสต์, ประเทศไทย, สมชาย วิรุฬหผล, ศ.ดร.สมชาย วิรุฬหผล, ข่าวสังคม, เมืองไทย

 

 

                แม้ว่าชื่อเสียงประเทศไทยในเวทีโลก ช่วงรัฐบาลทหารนี้จะไม่ค่อยมีเครดิตเท่าไร ไหนจะถูกเล่นงานว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ไหนจะถูกเล่นงานเรื่องการค้ามนุษย์ แถมยังมีเรื่องการส่งตัวอุยกูร์ให้จีน ผู้เขียนมองว่ามันก็เป็นเรื่องธรรมดาของการเมืองระหว่างประเทศ เพราะเราเอนเอียงมาข้างจีน จึงเป็นธรรมดาที่จะถูกกดดันจากอีกฟากหนึ่ง คือ ค่ายตะวันตก แต่ที่เราไม่ควรจะเสียสัมพันธ์ก็คือกลุ่มประเทศอาเซียนของเรา  และ กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (NAM)และกลุ่มประเทศมุสลิม แต่เราก็ดูจะไม่ค่อยกระตือรือร้นเท่าไรที่จะกระชับความสัมพันธ์เหล่านี้

                อย่างไรก็ตามต้องขอชื่นชมว่ารัฐบาลนี้ ซึ่งอาจจะสืบสานงานจากรัฐบาลที่ผ่านมา 2-3 รัฐบาล ในเรื่องการต่างประเทศคือ เราประกาศตัวเดินหน้าสมัครเข้าชิงเก้าอี้ในคณะมนตรีความมั่นคงประเภทไม่ถาวรที่มีอยู่ 15 ที่นั่ง และจุดยืนอันหนึ่งที่เราใช้หาเสียงคือ การรณรงค์ให้โลกปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ กับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับคนทั้งโลก แต่เราก็คงต้องฝ่าฟันต่อสู้อย่างหนักหน่วง ทั้งจากคู่แข่งขันและแรงเสียดทานจากมหาอำนาจทั้งหลาย

                ประเด็นแรก คือ เรื่องอาวุธนิวเคลียร์เพราะประเทศมหาอำนาจบิ๊กไฟว์ในคณะมนตรีความมั่นคง ต่างก็มีอาวุธนิวเคลียร์ทั้งนั้น นี่ยังไม่นับรวม อิสราเอล(นักล็อบบี้) เกาหลีเหนือ อินเดีย ปากีสถาน ซึ่งประเทศเหล่านี้คงไม่ยอมถอดเขี้ยวเล็บเพื่อเอาไว้ข่มขู่คนอื่นและแม้ว่าอาวุธประเภทนี้จะต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และต้นทุนแพง แต่อีกหลายประเทศก็คงอยากจะมีกันเพื่อเอาไว้ต่อรองกับประเทศอื่นๆเพราะต่างก็ไม่ไว้ใจกันและกัน

                แต่ในประเด็นนี้ประเทศไทยเราเคยทำสำเร็จมาแล้วเมื่อปี 1995 ที่มีการลงนามร่วมกันที่ให้อาเซียนเป็นเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์

                อย่างไรก็ตามแม้ว่าข้อเสนอให้โลกปราศจากอาวุธนิวเคลียร์จะมีแรงเสียดทานจากมหาอำนาจและประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ แต่ก็ยังมีประเทศอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่สบายใจอย่างมาก ต่อการแข่งขันกันมีอาวุธนิวเคลียร์ของมหาอำนาจและบางประเทศ เพราะมันเท่ากับเป็นการถูกข่มขู่จากประเทศเหล่านั้น และเป็นการสุ่มเสี่ยงที่ตนเองอาจจะได้รับเคราะห์กรรมไปด้วย หากเกิดสงครามนิวเคลียร์

                ดังนั้นด้วยการชูประเด็นโลกปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ ประเทศไทยก็น่าจะได้รับคะแนนสนับสนุนจำนวนมาก แต่ก็ต้องตระหนักว่าเวทีสหประชาชาตินั้นมีก็คือเวทีการเมืองของโลก จึงต้องขึ้นกับว่าเรามีบารมีทางการเมืองมากพอไหม เรามีเพื่อนเท่าไร และเรามีมหาอำนาจสนับสนุนบ้างหรือไม่ ในบางกรณีก็ต้องมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ต่างตอบแทนกัน แต่ไม่ว่าเราจะได้ตำแหน่งในคณะมนตรีความมั่นคงในปี 2017 หรือไม่ การประกาศตัวลงสมัครครั้งนี้เราก็ได้สร้างชื่อเสียงและเป็นการทดสอบศักยภาพของเราด้วยในขณะเดียวกัน

                อนึ่งอาวุธนิวเคลียร์แม้จะเป็นอาวุธร้ายแรงทำลายล้างสูง แต่ต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงและใช้ทุนจำนวนมาก หลายประเทศเลยหันมาพัฒนาอาวุธเคมีชีวภาพ เพราะใช้ทุนน้อยกว่า และคล่องตัวกว่าในการใช้ จนมีบางคนกล่าวว่ามันเป็นอาวุธทำลายล้างสูงของคนจน กล่าวคือขบวนการก่อการร้ายอาจนำมาใช้ในการก่อการร้ายได้สะดวกกว่า ใช้ทุนน้อยกว่า แต่ก็อย่างว่า ประเทศมหาอำนาจที่ทำตัวเป็นผู้พิทักษ์โลก แต่ก็มีพฤติกรรมแบบปีศาจคาบคัมภีร์ คือประเทศเหล่านั้นต่างก็มีการพัฒนาอาวุธเคมีชีวภาพกันทั้งนั้น และก็เคยนำไปใช้กันอย่างถ้วนหน้า เช่น รัสเซีย ใช้ในเชชเนีย หรือใช้กับม้งที่ช่วยสหรัฐฯรบกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ในลาว สหรัฐฯใช้สารเคมีฝนเหลืองในเวียดนาม ยุโรปส่งเสริมอิรักใช้อาวุธเคมีในการรบกับอิหร่าน จีนใช้สารเคมีจัดการกับกบฏอุยกูร์ในซินเจียง ญี่ปุ่นใช้สงครามเชื้อโรคกับคนจีนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมันใช้ก๊าซมัสตาร์ดในสงครามโลกครั้งที่ 1

                และแม้จะมีข้อตกลงห้ามใช้อาวุธเคมีชีวภาพเมื่อปีค.ศ.1925 ที่กรุงเฮก และ ปีค.ศ.1972 ที่วอชิงตัน แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งประเทศทั้งหลายโดยเฉพาะมหาอำนาจในการสร้างและสะสมอาวุธมหาประลัย เคมีชีวภาพ ในช่วงศตวรรษที่ 20 มีคนตายกว่า 500 ล้านคนด้วยเชื้อโรค แต่ในจำนวนนี้มีหลายแสนหรือเกือบล้านตายเพราะอาวุธเคมีชีวภาพ แม้ในศตวรรษนี้ก็ยังมีการผลิตและสะสมอาวุธดังกล่าว และมีการกล่าวอ้างว่าได้มีการทดลองใช้กับมนุษย์เป็นระยะๆ เช่น แอนแทรกซ์ อีโบลา เมอร์ส และ ซาร์ส แม้แต่ HIV ก็มีการกล่าวหาว่าเกิดจากการจงใจแพร่เชื้อโรคเพื่อทำลายทรัพยากรมนุษย์อันเป็นฐานรากของความมั่นคงของชาติศัตรูอีกด้วย

                ดังนั้นนอกจากจะรณรงค์ให้ขจัดอาวุธนิวเคลียร์แล้วประเทศไทยควรจะชูประเด็นให้มีการยกเลิกการผลิตและการใช้อาวุธเคมีชีวภาพ ซึ่งโดยทั่วไปคือการทำสงครามเชื้อโรค ซึ่งหากแพร่กระจายออกไปก็จะเป็นมหันตภัยสำหรับมนุษยชาติอย่างยิ่ง

                ครับกลับเข้าสู่ประเด็นอีกประเด็นที่ประเทศไทยใช้ในการหาเสียงเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแบบไม่ถาวร คือ แนวคิดแบบเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่ความคิดใหม่ ศาสดาทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น พระพุทธเจ้า พระเยซูคริสต์ และพระศาสดามูฮัมหมัด ต่างก็ให้มนุษย์รู้จักพอเพียงในการกิน การใช้ และยุติการล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติ อันเกิดจากลัทธิทุนนิยมที่ได้พัฒนามาใช้ระบบบริโภคนิยม เพื่อกระตุ้นดีมานด์จนมีผลทำให้นายทุนใหญ่ๆตักตวงกอบโกยความมั่งคั่งอย่างมหาศาล แต่ผลที่เกิดขึ้นจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ก็ทำให้เราเกิดภัยพิบัติจากภัยธรรมชาติเป็นการตอบแทน ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมใหญ่ ลมพายุขนาดมหึมา แผ่นดินไหว ฝนแล้ง อากาศแปรปรวน เป็นต้น

                อนึ่งเมื่อ 3-4 ทศวรรษมานี้ได้มีนักคิดชาวตะวันตกชื่อ ชูมัคเกอร์ ได้นำเสนอแนวคิดในแนวเศรษฐกิจพอเพียง โดยเขียนหนังสือชื่อ “Small Is Beautiful” (เล็กๆคือความสวยงาม) ดังนั้นประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายย่อมจะให้การสนับสนุนแนวคิดนี้ เพราะได้ตระหนักแล้วว่าไม่อาจไล่ทันประเทศพัฒนาได้ ยิ่งเทคโนโลยีก้าวหน้าเท่าไร ช่องว่างระหว่างประเทศร่ำรวยและประเทศไม่ร่ำรวยยิ่งกว้างออกไปทุกที นอกจากนี้ในประเทศพัฒนาแล้วช่องว่างอันเดียวกันนี้ก็ยิ่งถ่างออกไปทุกที จนทำให้เกิดปัญหาทางสังคม เช่น ปัญหาอาชญากรรมร้ายแรงขึ้นมากมาย จึงมีประชากรหัวก้าวหน้าในประเทศเหล่านี้ให้การสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงกันมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างจากประเทศภูฏานที่ใช้วิธีวัดทางความสุขของประชากรที่เรียกว่า “Gross Domestic Happiness” ทำให้หลายประเทศเริ่มทบทวนวิธีการพัฒนาประเทศของตนเองมากขึ้น

                แต่ที่ผู้เขียนอยากเห็นก็คือประเทศไทยควรจะเป็นแบบอย่างในการนำเอาระบบเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ใช่เพียงมาสร้างภาพ และชี้ชวนให้คนยากจนดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงแต่เพียงด้านเดียว แต่คนร่ำรวยก็ต้องรู้จักพอเพียงและตอบแทนบุญคุณแผ่นดินด้วยแนวคิดพอเพียง อย่างน้อยเพื่อแสดงว่าพอเพียงก็ขอให้เสียภาษีให้ครบถ้วน ไม่ใช่คอยหนีภาษีแล้วอย่างนี้จะเรียกว่าพอเพียงอย่างไร นี่ขนาดประเทศไทยยังไม่ได้ขยับอัตราภาษีแบบก้าวหน้าจริง หรือ เก็บภาษีทรัพย์สิน ภาษีที่ดิน อย่างที่ควรจะทำยังขนาดนี้ ถ้ารัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีใหม่ คงจะหนีกันอีกโกลาหลทีเดียว

                ดังนั้นหากจะให้ประเทศอื่นๆ เขาเห็นด้วยและศรัทธาในตัวเราจนถึงขั้นออกเสียงสนับสนุนเรา เราก็ต้องทำตัวอย่างให้เป็นรูปธรรมจริง ไม่ใช่แค่สร้างภาพโฆษณากันอย่างที่เป็นอยู่ เอาล่ะมันมาถึงเพียงนี้ก็ต้องขอเชียร์ให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการเข้าเป็นสมาชิกในคณะมนตรีความมั่นคงในครั้งนี้ เพราะมันหมายถึงเกียรติภูมิของชาติอย่างสำคัญทีเดียว

 

 

 

 

 






บทความ/นานาทรรศนะ

โดย.พล.ท.ศ.ดร.สมชาย วิรุฬหผล

 

www.muslimthaipost.com

tags:
คอลัมนิสต์, ประเทศไทย, ข่าวสังคม, เมืองไทย
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ข่าวล่าสุดในหมวดเดียวกันนี้

 
 

ข่าววันนี้
ดูทั้งหมด   
บทความดีๆ
ดูทั้งหมด   
ติดต่อ มุสลิมไทย โพสต์ | ระบบช่วยเหลือ | สมัครสมาชิก | ฟรีดาวน์โหลด | ฟังวิทยุออนไลน์
ถ่ายทอดสดจากมัสยิดอัลฮะรอม มักกะฮ์ Link 1, Link 2 | ถ่ายทอดสดจากมัสยิดนาบาวี มาดีนะห์ Link 1, Link 2
MNet Solution | นโยบายสำนักข่าว | เงื่อนไขการบริการ | ติดต่อลงโฆษณา
แผนผังเว็บไซต์ | เพิ่มความเร็วการเข้าเว็บ | อัพเกรดบราวเซอร์
Follow MTP On:  Facebook |  RSS |  Mobile
Copyrights © 2011 www.muslimthaipost.com All Rights Reserved | www.muslimthai.com | Hosting by